เพื่อนกันจนวันนี้
 
บ้านPortalCalendarGalleryช่วยเหลือค้นหารายชื่อสมาชิกกลุ่มผู้ใช้สมัครสมาชิก(Register)เข้าสู่ระบบ(Log in)

Share | 
 

 ยาว

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down 
ผู้ตั้งข้อความ
Admin
ผู้ดูเเลระบบ
ผู้ดูเเลระบบ
avatar

จำนวนข้อความ : 12377
Join date : 27/11/2010
Age : 61

ตั้งหัวข้อเรื่อง: ยาว   Mon 20 Jan 2014, 8:16 pm

ป่านนี้นักวิเคราะห์และสื่อหลายรายที่เคยทำนายว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งแกนนำม็อบ กปปส. จะเป็นแค่ "ฟืนเปียก" ไม่สามารถปลุกม็อบได้มากพอในการขับไล่รัฐบาล คงจะต้องยอมรับโดยปริยายว่า ทำนายผิดชนิดตีลังกา ปากกาหักกระจุยหลายท่อน

เพราะปรากฏว่านายสุเทพ กลายเป็นผู้นำม็อบที่ทำลายสถิติประวัติศาสตร์ม็อบการเมืองไทยไปแล้วเมื่อวัดจากจำนวนคนที่ออกมาชุมนุม

ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ผู้นำม็อบประสบความสำเร็จในการดึงคนออกมาร่วมนั้นมาจาก 2-3 อย่าง คือตัวผู้นำม็อบเองที่จะต้องพิสูจน์ว่าทำเพื่อส่วนร่วม ไม่มีวาระซ่อนเร้น

ตามมาด้วยข้อเสนอของผู้นำม็อบว่าการประท้วงนั้นมีจุดมุ่งหมายเพื่ออะไร พูดง่ายๆ สินค้าที่นำมาเสนอถูกใจผู้บริโภคหรือไม่

และปัจจัยสุดท้ายเกิดจากฝ่ายตรงข้ามม็อบ ซึ่งในที่นี้ก็คือรัฐบาลและกลไกรัฐว่า จะมีความฉลาดพอจะถอนฟืนออกจากไฟ

หรือง่าวสุดขีด (จ้าดง่าว) ด้วยการเติมเชื้อเพลิงเข้ากองไฟ



ในแง่ของปัจจัยส่วนบุคคล ต้องยอมรับว่านายสุเทพ เป็นนักการเมืองรุ่นเก่าที่มีนิสัยที่เรียกว่านักเลงโบราณหรือนักเลงลูกทุ่ง คือมีความเป็นลูกผู้ชาย เป็นคนจริง พูดคำไหนคำนั้น ซึ่งหาได้ยากยิ่งในการเมืองยุคปัจจุบัน ที่ ส.ส.-นักการเมืองส่วนใหญ่ถูกขนานนามว่าเป็นขี้ข้า ไร้ความเป็นตัวของตัวเอง

ภาพพจน์ของนายสุเทพในสายตาของวิญญูชนจึงดูมี "ศักดิ์ศรี" กว่าบรรดา ส.ส. จำนวนมากที่ได้ชื่อว่าขี้ข้าหรือทาส

ไม่ว่านายสุเทพจะดีจะชั่วอย่างไร ก็ขึ้นกับความเชื่อของแต่ละคน แต่ที่เห็นชัดตั้งแต่คราวพ้นจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและถูก นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตั้งข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล ก็คือนายสุเทพ (รวมทั้งนายอภิสิทธิ์) ไม่พยายามหลบหนี กล้าเผชิญความจริง และพูดตลอดเวลาว่าพร้อมจะต่อสู้คดีผ่านกระบวนการยุติธรรม

ผิดกับฝ่ายตรงข้ามที่ใช้วิธีไม่สง่างาม หนีไปต่างประเทศและใช้เงินมาชักใยสมุนบริวารในเมืองไทยให้ต่อสู้แทน เคยมีข่าวกระเซ็นกระสายมาว่า "เขาคนนั้น" ถึงกับพูดว่า "ถ้าผมกลับเมืองไทยไม่ได้ ก็ขอให้เมืองไทยมันเจ๊งไปเลย"

คำพูดนี้อาจจะเป็นจริงหรือไม่จริงก็ได้ แต่ถ้าหากดูจากนิสัยอาฆาตแค้นใจแคบ ไร้วิสัยนักประชาธิปไตยของคนคนนี้น่าจะพอมีเค้าอยู่บ้าง (ก่อนหน้านี้ยังอาฆาตประชาชนที่ไม่เลือกพรรคตัวเองเลยว่า จังหวัดไหนไม่เลือกพรรคของเขาจะไม่ได้รับงบฯ)

และยิ่งหากดูโครงการประชานิยมอย่างจำนำข้าวที่เจ๊งไปแล้วกว่า4 แสนล้านบาท แต่ยังไม่ยอมหยุด ก็ย่อมทำให้มีน้ำหนักน่าเชื่อมากขึ้นว่าเขาคนนั้นอาจอยากให้ "ราชอาณาจักรไทย" เจ๊งไปจริงๆ



นายสุเทพ ไม่ผิดสัญญากับมวลชนที่บอกไว้แต่แรกว่า หากร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมผ่านสภา เขาจะออกมานำมวลชนต่อต้าน และทำตามนั้นจริง เริ่มจากจัดม็อบที่สถานีรถไฟสามเสน โดยที่ยังไม่ลาออกจากจาก ส.ส. การตั้งต้นที่สามเสนประสบความสำเร็จเกินคาด จนย้ายเวทีมาราชดำเนินก็สามารถเรียกม็อบเพิ่มได้หลักแสน

ยิ่งเมื่อนายสุเทพนำ ส.ส. อีก 7-8 คน ลาออกจาก ส.ส. เพื่อออกมาสู้ในฐานะประชาชนเต็มตัว (ตามคำท้าของพรรคเพื่อไทย) ยิ่งได้ใจจากมวลชนมากล้นหลามเป็นหลักล้าน และไม่นานนายสุเทพได้ฉายาใหม่ว่า "กำนันสุเทพ" หรือลุงกำนัน คุณตากำนัน ของเด็กๆ ก็ยิ่งทำให้เกิดกระแสฟีเวอร์

นายสุเทพ ได้รับฉายากำนัน เพราะเคยเป็นกำนัน ต.ท่าสะท้อน อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี เป็นกำนันที่จบปริญญาโทจากสหรัฐอเมริกาคนแรกของไทย

คำนำหน้า "กำนัน" หรือลุงกำนัน ให้ความรู้สึกเป็นลูกทุ่ง มีกลิ่นอายชนบท เป็นกันเอง ใครๆ ก็เข้าถึงได้ เปรียบเป็นสินค้าก็เป็นสินค้าของชาวบ้าน ไม่ใช่แบรนด์เนมยี่ห้อหรูหราที่มีแต่คนรวยซื้อหาได้

ด้วยเหตุนี้ลุงกำนันจึงมีแฟนคลับตั้งแต่เด็กไปจนถึงคนแก่ตั้งแต่คนชนบท ไปจนถึงคนกรุงเทพฯ



เชื่อว่าจุดพลิกผันสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้นายสุเทพยอมทุ่มเทหมดหน้าตัก ลาออกจาก ส.ส. ออกมาสู้ ก็น่าจะเป็นกำลังใจจากเด็กตัวเล็กๆ และคนแก่ในต่างจังหวัดนี่แหละ

มีอยู่วันหนึ่งเด็กชายจากพิษณุโลกเรียนอยู่ ป.3 ที่คงได้ดูการปราศรัยของลุงกำนันทางทีวี จนเกิดแรงบันดาลใจ จนนำเงินจากกระปุกออมสินประมาณ 1,000 บาท ใส่ถุงพลาสติกขึ้นรถบัสมาที่กรุงเทพฯ เพียงคนเดียว

วันที่เดินทางมานั้นนายสุเทพไม่อยู่ เด็กชาย ป.3 คนนั้น ได้ฝากเงินพร้อมกับจดหมายไว้กับทีมงานแล้วนั่งรถกลับบ้านโดยไม่ประสงค์จะเด่นดังแต่อย่างใด จดหมายของเด็กชาย ป.3 มีชื่อ นามสกุลและโรงเรียนเสร็จสรรพ เขียนด้วยตัวหนังสือตัวโย้เย้บอกว่าขอเป็นกำลังใจให้ลุงกำนันสู้ต่อไป

นายสุเทพนำจดหมายนี้ขึ้นมาอ่านบนเวทีพร้อมกับน้ำตารื้นขึ้นมาซึ่งเชื่อได้ว่าไม่ใช่การจัดฉากแน่ๆ นับจากนั้นมามีเด็กหลายคนเอาอย่างตามด้วยการนำกระปุกออมสินมามอบให้คุณลุง คุณตากำนันสุเทพ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการต่อสู้

นอกจากนี้ ยังมีคนชนบทที่เป็นรากหญ้า เป็นชาวนา เช่น คุณยายจากบุรีรัมย์คนหนึ่ง เขียนจดหมายมาหากำนันสุเทพและนำเงิน 100 บาท ใส่มาในซองด้วย บอกว่า "ฉันติดเกี่ยวข้าว มาร่วมชุมนุมไม่ได้ จึงฝากเงินมา 100 บาทเพื่อช่วยค่าใช้จ่าย"

เงิน 100 บาท สำหรับคนชนบท ชาวนาตัวเล็กๆ แล้วถือว่า "มาก" ทีเดียว ถ้าพวกเขาไม่ศรัทธา ไม่เห็นด้วยในสิ่งที่แกนนำม็อบทำ พวกเขาคงไม่ยอมเสียสละ



นี่เป็นตัวอย่างที่จะหักล้างพวกนักวิชาการบางจำพวก (ที่มักอวดอ้างว่ามีแต่ตัวเองเท่านั้นที่รักคนจน) ที่กล่าวหาว่าม็อบ กปปส. เป็นม็อบคนชั้นกลางหรือคนรวย ขนาดม็อบออกมาหลักล้านขนาดนี้ พวกนี้ยังทำใจยอมรับไม่ได้ ตะบี้ตะบันจะเอาแต่เลือกตั้ง โดยไม่สนใจอย่างอื่น ไม่สนใจเรื่องการทุจริต (ไม่เคยวิจารณ์นักการเมืองที่ทุจริต ไม่สนใจการเมืองเชิงคุณภาพ เมินธรรมาภิบาล) ไม่สนใจศีลธรรม จริยธรรม ความดี (พวกนี้มักจะถามเสมอว่า ความดีคืออะไร จริยธรรมคืออะไร รู้ได้ยังไงว่าอะไรคือความดี แสดงว่าครอบครัวอาจมีปัญหาเรื่องการอบรม หรือขาดความรัก)

สาเหตุสำคัญยิ่งอีกประการหนึ่งที่ทำให้จำนวนม็อบมากขึ้นทุกวัน ก็คือความอยุติธรรมและเลือกปฏิบัติของรัฐบาลที่ผ่านมา (ที่นักวิชาการแดงไม่เคยวิจารณ์เช่นกัน) หากรัฐบาลไม่เลือกปฏิบัติกับชาวสวนยางภาคใต้ เชื่อว่าม็อบจากภาคใต้จะไม่มามากขนาดนี้

นอกจากนี้ ยังเกิดเหตุการณ์ 2 มาตรฐานกับม็อบ กปปส. ตลอดเวลา กล่าวคือม็อบแดงมาชุมนุมกี่ครั้ง เช่น ที่สนามกีฬาราชมังคลาฯ มีรถตำรวจนำมาอย่างดี ไม่มีใครขัดขวางหรือตรวจค้น

แต่ม็อบ กปปส. โดยเฉพาะจากภาคใต้ ถูกสกัดและกลั่นแกล้งสารพัด ทั้งโรยตะปูเรือใบ แม้กระทั่งติดป้ายบอกทางหลอกๆ จนรถไปผิดทางและสุดท้ายพลิกคว่ำมีคนบาดเจ็บสาหัสจำนวนมาก เหล่านี้คือความอยุติธรรมและอำมหิตจากกลไกและมือไม้ของภาครัฐ

ยิ่งเมื่อ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ สั่งอายัดบัญชีบริจาคสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายชุมนุม และยังอายัดบัญชีธนาคารส่วนตัวแกนนำกว่า 30 ราย แถมยังขู่จะดำเนินคดีกับผู้บริจาค ยิ่งเรียกแขกได้จนมืดฟ้ามัวดิน และมีคนอยากเป็นกบฏมากขึ้น เพราะแค่วันที่ 19 และ 20 ธันวาคม ที่นายสุเทพ นำมวลชนออกเดินเชิญชวนคนกรุงเทพฯ ให้ไปร่วมขับไล่รักษาการนายกรัฐมนตรี ก็ปรากฏว่าคนนำเงินมาบริจาคให้กับนายสุเทพไม่ขาดสาย

เฉพาะวันที่ 20 ธันวาคมเดิน 10 ชั่วโมง ได้มาเกือบ 8 ล้านบาท ไม่นับการเข้ามามะรุมมะตุ้มขอจับไม้จับมือ ขอถ่ายรูปจากทั้งเด็ก คนหนุ่ม-สาวและคนแก่ไปตลอดทาง
บทความนี้ไม่น่เชื่อว่าจะมาจาก มติชน

ที่น่าหดหู่ใจก็คือการอายัดบัญชีนักวิชาการอย่างนายกิตติศักดิ์ ปรกติ แห่งธรรมศาสตร์ และนักวิชาการอีกหลายคนที่ขึ้นปราศรัยบนเวทีให้ความรู้กับประชาชนเรื่องสิทธิพลเมือง

เป็นวิธีเดียวกับที่อำนาจรัฐเผด็จการทำกับนักวิชาการเมื่อปี 2519 ยิ่งทำให้คนเห็นความอยุติธรรมและความน่ากลัวของระบอบทักษิณ




.............





(ที่มา:มติชนสุดสัปดาห์ประจำวันที่ 10- 16 มกราคม 2557)
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://pighouse.thai-forum.net
 
ยาว
อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน 
หน้า 1 จาก 1

Permissions in this forum:คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
PIGHOUSE THA-FORUM.NET :: เกี่ยวกับเรา :: คอกหมู-
ไปที่: